Body Mass Index (BMI) คือ ค่าดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) และส่วนสูง (เซนติเมตร) ซึ่งสามารถระบุได้ว่า ตอนนี้รูปร่างของคนคนนั้นอยู่ในระดับใด ตั้งแต่อ้วนมากไปจนถึงผอมเกินไป
เหตุผลที่ใช้ดัชนีมวลกายในการคัดกรองสุขภาพของประชากรทั่วไปเนื่องจากการมีน้ำหนักผอมหรืออ้วนเกินไปนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมากกับปัญหาสุขภาพ การเกิดโรคเรื้อรัง... และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
สูตรคำนวณนี้ เหมาะสำหรับใช้ประเมินผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เพื่อดูอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ตรวจสอบภาวะไขมันและความอ้วน
ดังนั้นการทำให้ร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพในระยะยาว Read More ↓
ค่า BMI 30.0 ขึ้นไป ค่อนข้างอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงที่แฝงมากับความอ้วน หากค่า BMI อยู่ในระดับนี้ จะต้องปรับพฤติกรรมการทานอาหาร และควรเริ่มออกกำลังกาย และหากเลขยิ่งสูงกว่า 40.0 ยิ่งแสดงถึงความอ้วนที่มากขึ้น ควรไปตรวจสุขภาพ และปรึกษาแพทย์
ค่า BMI ระหว่าง 25.0 - 29.9 อ้วนในระดับหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ถือว่าอ้วนมาก ๆ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วนได้เช่นกัน ทั้งโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ควรปรับพฤติกรรมการทานอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพ
ค่า BMI ระหว่าง 18.5 - 24.9 เป็นน้ำหนักที่เหมาะสมสำหรับคนไทยคือค่า BMI ระหว่าง 18.5-24.9 จัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ห่างไกลโรคที่เกิดจากความอ้วน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ น้อยที่สุด ควรพยายามรักษาระดับค่า BMI ให้อยู่ในระดับนี้ให้นานที่สุด และควรตรวจสุขภาพทุกปี
ค่า BMI น้อยกว่า 18.5 น้ำหนักน้อยกว่าปกติก็ไม่ค่อยดี หากคุณสูงมากแต่น้ำหนักน้อยเกินไป อาจเสี่ยงต่อการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย การรับประทานอาหารให้เพียงพอ และการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อสามารถช่วยเพิ่มค่า BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้
ดัชนีมวลกาย หรือ BMI ย่อมาจาก Body Mass Index เป็นค่าสากลที่ใช้เพื่อคำนวณเพื่อหาน้ำหนักตัวที่ควรจะเป็น และประมาณระดับไขมันในร่างกายโดยใช้น้ำหนักตัว และส่วนสูง การคำนวณดัชนีมวลกายไม่ใช่การวัดโดยตรงแต่ก็เป็นตัวชี้วัดไขมันในร่างกายที่ค่อนข้างเชื่อถือได้สำหรับคนส่วนใหญ่ ค่า BMI สามารถใช้บ่งบอกความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆได้อีกด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด ระบบหัวใจ รวมไปถึงมะเร็งบางชนิด
แต่อย่างไรก็ตามค่า BMI เป็นแค่การคำนวณเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากคุณจำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นๆ มาประกอบด้วย ทั้งเรื่องของพันธุกรรม ปริมาณกล้ามเนื้อ พฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย และอื่นๆ แต่เนื่องจากดัชนีมวลกายมีวิธีคำนวณที่ง่าย จึงทำให้ทุกคนสามารถประเมินความเสี่ยงของตนเอง จากการมีปริมาณไขมันในร่างกายเกินได้
แม้ว่าดัชนีมวลกายจะสัมพันธ์กับการวัดไขมันในร่างกายค่อนข้างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยขึ้นอยู่กับเพศ อายุ และความสามารถทางกีฬา ข้อจำกัดเหล่านี้ ได้แก่
* ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าผู้ชาย
* คนที่อายุมากกว่ามีแนวโน้มที่จะมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า
* นักกีฬาที่ฝึกฝนมาอย่างดีจะมีดัชนีมวลกายสูงเนื่องจากมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า ทำให้น้ำหนักตัวที่มากนั้นมาจากมวลกล้ามเนื้อ ไม่ใช่ไขมัน องค์ประกอบของร่างกาย ไขมันในร่างกาย และดัชนีมวลกาย
เหตุผลที่ใช้ดัชนีมวลกายในการคัดกรองสุขภาพของประชากรทั่วไปเนื่องจากการมีน้ำหนักเกินหรืออ้วนนั้นมีความสัมพันธ์อย่างมากกับปัญหาสุขภาพ การเกิดโรคเรื้อรัง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพและโรคต่างๆเพิ่มขึ้น ดังนี้
* โรคข้อเสื่อม
* โรคเบาหวาน
* โรคมะเร็งบางชนิด
* ความดันโลหิตสูง
* โรคหลอดเลือดสมอง
* โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
* โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ
1. ค่า BMI จะแปรผันตามน้ำหนักตัว หากน้ำหนักตัวเพิ่มก็จะทำให้ค่า BMI เพิ่มขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวลดก็จะทำให้ค่า BMI ลดลงเช่นเดียวกัน
2. ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มปริมาณการเผาผลาญพลังงานในแต่ละวัน
3. เลือกกินอาหารที่ไขมันไม่สูง หรือทานให้ครบ 5 หมู่
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 7 ชั่วโมงต่อวัน
5. หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
6. ปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทาง
1. วางแผนการใช้ชีวิตและกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
2. วางแผนออกกำลังกาย เป็นประจำสม่ำเสมอ
3. วางแผนเก็บเงิน เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี
4. วางแผนซื้อประกันภัยสุขภาพ กรณีล้มป่วยฉุกเฉิน
5. วางแผนปรับสมดุลเรื่องงาน ลดความเครียด
6. วางแผนลดนอนดึก เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน
7. วางแผนเลี่ยงหรือลด การสูบบุหรี่
8. วางแผนลดปาร์ตี้กลางคืน และดื่มหนักๆ
* ค่อยๆเลี่ยง ค่อยๆลด ให้ร่างกายค่อยๆฟื้นและปรับสมดุล
โรงพยาบาลมหาชัย 3
โรคงูสวัด รู้ทันอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
โรคงูสวัด รู้ทันอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน โรคงูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และอาจกลับมาก่อโรคงูสวัดได้เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง โรคนี้พบได้ในทุกช่วงวัย แต่มีโอกาสพบมากขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้ อาการของโรคงูสวัด อาการของโรคงูสวัดมักเริ่มจากความผิดปกติของผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น * ปวดแสบปวดร้อนหรือปวดเสียวตามผิวหนัง อาจมีอาการคัน ชา หรือไวต่อการสัมผัสก่อนเกิดผื่น * มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใส มักขึ้นเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท * ผื่นมักขึ้นเพียงด้านเดียวของร่างกาย เช่น ลำตัว ใบหน้า หรือบริเวณเอว และโดยทั่วไปไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว * อาจมีไข้ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะร่วมด้วย ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ด โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ในการฟื้นตัวของผื่น ทั้งนี้ อาการและระยะเวลาของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคงูสวัด? ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ * ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ * ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือกำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน * ผู้ที่กำลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด * ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคงูสวัดได้เช่นกัน โรคงูสวัดอันตรายหรือไม่? แม้ผื่นจะหายได้เองในหลายกรณี แต่โรคงูสวัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ * อาการปวดเส้นประสาทหลังผื่นหาย (Postherpetic Neuralgia) อาจมีอาการปวดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี * ภาวะแทรกซ้อนทางตา หากเกิดผื่นบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือปลายจมูก อาจส่งผลต่อการมองเห็น * การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน บริเวณผิวหนังที่มีตุ่มน้ำหรือแผล * ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ซึ่งพบไม่บ่อย แต่อาจมีความรุนแรงได้ หากมีผื่นบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตา ปวดตา ตาแดง หรือการมองเห็นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว การรักษาโรคงูสวัด การรักษาขึ้นอยู่กับอายุ อาการ ตำแหน่งของผื่น และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir โดยการเริ่มรักษาภายใน 72 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้นมักให้ประโยชน์มากที่สุด หากสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรดูแลผื่นให้สะอาด ไม่แกะหรือเกาตุ่มน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแทรกซ้อน โรคงูสวัดติดต่อได้หรือไม่? ผู้ที่เป็นงูสวัดสามารถแพร่เชื้อไวรัสให้ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสได้ โดยผู้รับเชื้ออาจเกิดเป็น โรคอีสุกอีใส ไม่ใช่โรคงูสวัดโดยตรง เชื้อสามารถแพร่จากการสัมผัสของเหลวในตุ่มน้ำ และการแพร่เชื้ออาจเกิดขึ้นได้จนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด ผู้ป่วยจึงควรปิดคลุมผื่น ล้างมือสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องในช่วงที่ยังมีตุ่มน้ำ การป้องกันโรคงูสวัด * สอบถามแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง * ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ * หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย และรักษาสุขอนามัยอย่างเหมาะสม อย่ารอให้ปวดมากหรือผื่นลุกลาม หากสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม ด้วยความห่วงใยจาก โรงพยาบาลมหาชัย 3 World Health Organization (WHO). Shingles (herpes zoster). เผยแพร่วันที่ 24 มีนาคม 2025.
โรคหัด (Measles)
โรคหัด (Measles) โรคหัดเป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Morbillivirus มักพบในเด็กเล็ก แต่ก็อาจพบในเด็กโตหรือในผู้ใหญ่ได้ โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังเพราะสามารถติดต่อกันได้ง่าย และในบางครั้งอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ โรคหัดสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ยังไม่มียารักษาเฉพาะ ลักษณะอาการของโรคหัด โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากระยะฟักตัวแล้วจะเริ่มมีอาการดังนี้ ระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูง อ่อนเพลีย มีอาการไอที่เด่นชัด ร่วมกับมีอาการตาแดง อาจมีอาการเหมือนอาการแพ้แสงร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการในระยะนี้ประมาณ 2-4 วัน ในระยะนี้ช่วงก่อนผื่นขึ้นอาจพบจุดขาว ๆ บนพื้นแดงที่บริเวณกระพุ้งแก้มเรียกว่า Koplik spot หากพบจุดขาว ๆ นี้ จะสามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างแน่นอนว่าเป็นโรคหัด ระยะผื่น หลังจากมีไข้สูง ไอ ตาแดง 2-4 วัน ผู้ป่วยก็จะเริ่มมีผื่นแดง ๆ ขึ้น โดยเริ่มที่ศีรษะ บริเวณไรผม กระจายไปตามลำตัว ไปยังแขนขา ลักษณะผื่นช่วงแรกจะเป็นสีแดง ต่อมาจะกลายเป็นสีคล้ำอยู่รวมกันเป็นปื้น อาจมีต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยได้ ระยะนี้จะอยู่ราว 3-4 วัน จากนั้นไข้จะลดลง ผื่นอาจอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ และอาการไออาจอยู่ได้ถึง 2 สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อน ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ในผู้ป่วยโรคหัด ได้แก่ ภาวะปอดบวม หูชั้นกลางอักเสบ ถ่ายเหลว สมองอักเสบ ผู้ที่มีโอกาสพบภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่นรับประทานยากดภูมิ ได้รับเคมีบำบัดอยู่) หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ การแพร่เชื้อ โรคหัดเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ด้วยการติดต่อทางการหายใจ ไอ จาม พบว่าเชื้อไวรัสที่ออกมาสามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง 2 ชั่วโมง และพบว่าผู้ที่สัมผัสเชื้อและยังไม่มีภูมิคุ้มกันมีโอกาสติดโรคหัดได้ถึงร้อยละ 90 ซึ่งผู้ป่วยโรคหัดสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ถึง 4 วันหลังผื่นเริ่มขึ้น การรักษา ปัจจุบันยังไม่มียารักษาจำเพาะ เป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ให้สารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินเอเสริมในผู้ป่วยโรคหัดจะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง และลดอัตราการเสียชีวิตได้ แนวทางการป้องกันโรคหัด ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคหัด ซึ่งเป็นวัคซีนรวมโดยมีวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน และโรคคางทูมอยู่ด้วยในประเทศไทยแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ 9 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 1 ขวบครึ่ง แพทย์รามา. (2020.18.08). โรคหัด (Measles). https://www.rama.mahidol.ac.th/
สูบบุหรี่ไฟฟ้าประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง 3 4 เท่า
สูบบุหรี่ไฟฟ้าประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง 3-4 เท่า เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้านอกจากอันตรายต่อปอด หัวใจ สมอง แล้วยังส่งผลต่อสุขภาพจิต เพิ่มความเสี่ยงต่อมีอาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน บุหรี่ไฟฟ้า ยาพิษทำลายสมองเด็ก ถือเป็นยาพิษทำลายสมองเด็ก เพราะเด็กวัยรุ่นเป็นช่วงอายุหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาของสมอง ที่ระบบสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการพัฒนาของสมองในช่วงวัยนี้จะถูกรบกวนโดยตรงจากสารนิโคตินที่พบในบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า โดยนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นนิโคตินสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นมาสามารถเติมและเพิ่มในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าได้สูงกว่าบุหรี่มวนถึง 10-100 เท่า นิโคตินสังเคราะห์มีคุณสมบัติที่เหนือกว่านิโคตินธรรมชาติ คือ ไม่ระคายคอทำให้เสพได้มาก ดูดซึมได้เร็วกว่าภายใน 7-10 วินาที สูบบุหรี่ไฟฟ้า 53% เสี่ยงโรคซึมเศร้า เกิดจากนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการแต่งกลิ่นรสชาติ เป็นสารเสพติดเป็นพิษต่อสมองโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่น เมื่อเข้าสู่สมองทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ประสาทในส่วนที่เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า เมื่อนิโคตินเข้าสู่สมองภายในไม่กี่วินาที ฤทธิ์การกระตุ้นของนิโคติน ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น มีเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้นทำให้รู้สึกสดชื่น ตาตื่น ไม่ง่วงนอน ขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้โดพามีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น ฟิน หลั่งออกมาในปริมาณมากกว่าภาวะปกติที่ได้จากการทำกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ดังนั้นไม่กี่วินาทีหลังสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะส่งผลให้รู้สึกโล่ง โปร่ง สดชื่น เสมือนหนึ่งคลายเครียด แต่เมื่อฤทธิ์ของนิโคตินหมดลง สารสื่อประสาทโดพามีน และฤทธิ์การกระตุ้นสมองและร่างกายกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้รู้สึกอารมณ์ตก หงุดหงิด และมีอาการเศร้าได้ บุหรี่ไฟฟ้านอกจากอันตรายต่อปอด หัวใจ สมอง แล้วยังส่งผลต่อสุขภาพจิต เพิ่มความเสี่ยงต่อมีอาการซึมเศร้า ความวิตกกังวล การฆ่าตัวตาย อาการคล้ายสมาธิสั้น หงุดหงิด ส่งผลกระทบกับการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนไทยเป็นอย่างมาก เจาะลึกระบบสุขภาพ. (2025.17.07). ผลวิจัยชี้! เด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง 3-4เท่า . https://www.hfocus.org/content/2024/06/30806
โรคพิษสุนัขบ้า(Rabies)
โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร? โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือโรคกลัวน้ำ (Hydrophobia) คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายร้ายแรง โดยผู้ป่วยที่สัมผัสกับสัตว์ติดเชื้อ จะได้รับเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในตระกูล Rhabdoviridae ผ่านทางน้ำลายของสัตว์ที่กัด ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก ประสาทหลอน อัมพาต โดยโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคร้ายแรงถึงชีวิต เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรค อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากอะไร? สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการสัมผัสกับน้ำลายของสัตว์ที่เป็นพาหะของโรค ผ่านการถูกสัตว์กัด ข่วน หรือน้ำลายกระเด็นเข้าบาดแผลหรือบริเวณผิวหนังที่เป็นรอยถลอก ถูกสัตว์เลียบริเวณเยื่อบุตา จมูก หรือปาก หรือรับประทานเนื้อสัตว์ดิบๆที่มีเชื้อ สัตว์ที่อาจเป็นพาหะของโรคพิษสุนัขบ้า สัตว์จำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว ค้างคาว สุนัขจิ้งจอก แรคคูน และสัตว์ป่าหลาย ๆ ชนิด โดยสุนัขจรจัดมีแนวโน้มที่จะเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสู่คนได้มากที่สุด อาการของโรคพิษสุนัขบ้าจะยังไม่แสดงออกในทันทีหลังจากที่ได้รับเชื้อ โดยผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการประมาณ 3 สัปดาห์ ไปจนถึง 3 เดือนหลังได้รับเชื้อ อาการของโรคพิษสุนัขบ้าเป็นอย่างไร? 1. ระยะแรกเริ่ม (Prodromal phase) ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าในระยะแรกเริ่ม จะมีอาการไม่จำเพาะ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามตัว กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ระคายเคืองบริเวณที่ถูกสัตว์กัดเป็นอย่างมาก มีอาการเจ็บแปลบคล้ายหนามทิ่มตำ โดยระยะนี้ อาจกินระยะเวลาเฉลี่ย 2-10 วัน 2. ระยะที่มีอาการทางระบบประสาท (Acute neurologic phase) ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าในระยะนี้ จะมีอาการแบ่งได้ 2 ประเภท 1. ภาวะสมองอักเสบ (Encephalitis)ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ กลัวลม กลัวน้ำ กล้ามเนื้อกระตุก กล้ามเนื้อหดเกร็ง เพ้อ เห็นภาพหลอน นอนไม่หลับ 2. ภาวะอัมพาตแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรงปวกเปียก (Flaccid paralysis) ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อหดตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง 3. ระยะโคม่า หรือ ระยะสุดท้าย (Coma) ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าในระยะนี้ จะพบภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ระบบหายใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น และมักเสียชีวิตภายใน 2 สัปดาห์ วิธีการปฏิบัติตนเมื่อถูกกัดหรือข่วน ต้องทำอย่างไร? หากถูกสุนัขหรือแมว กัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผล แม้จะเป็นแผลขนาดเล็ก ให้ยึดหลัก "ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ" ดังนี้ ล้างแผล: รีบฟอกล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่เน้น ๆ นาน 10–15 นาที ใส่ยา: ทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน ที่แผล กักหมา: กักสัตว์เลี้ยงไว้ดูอาการอย่างน้อย 10 วัน หาหมอ: ไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการประเมินและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครบโดสตามกำหนด คาถา 5 ย. ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ย.1 อย่าแหย่: อย่าแหย่ให้สุนัขหรือแมวโกรธ โมโห หรือตกใจ ย.2 อย่าเหยียบ: อย่าเหยียบหาง หัว ตัว หรือขาของสัตว์เลี้ยง ย.3 อย่าแยก: อย่าใช้มือเปล่าแยกเวลาสัตว์กำลังกัดกัน ย.4 อย่าหยิบ: อย่ายยิบชามข้าวหรือแย่งอาหารขณะที่สัตว์กำลังกิน ย.5 อย่ายุ่ง: อย่าเข้าใกล้หรือยุ่งกับสุนัขและแมวจรจัด หรือสัตว์ที่ไม่0คุ้นเคย กรมควบคุมโรค. (2025.18.08). โรคพิษสุนัขบ้า
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases)
โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) คือกลุ่มโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด โดยสาเหตุหลักมักมาจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือดแดงจนตีบตัน โรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรโลก และสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มโรคสำคัญได้ดังนี้ ประเภทของโรคหัวใจและหลอดเลือด 1. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease): เกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Heart Attack) 2. โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ แตก หรืออุดตัน ส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลาย 3. โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral Arterial Disease): การอุดตันของหลอดเลือดแดงบริเวณแขนหรือขา 4. โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease): ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและลิ้นหัวใจที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย 5. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease): ความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่เกิด สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคจนกว่าอาการจะรุนแรง สัญญาณเตือนสำคัญที่ควรพบแพทย์ทันที ได้แก่: -เจ็บแน่นหน้าอกคล้ายมีของหนักกดทับ โดยเฉพาะเมื่อออกแรง -เหนื่อยหอบง่ายผิดปกติ หายใจลำบากแม้ขณะพักอาการปวดร้าวไปที่กราม คอ หลัง หรือแขนซ้าย -เวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม -มีอาการชา อ่อนแรงบริเวณใบหน้า แขน หรือขา (สัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง) ปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรม:การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมสูง โรคประจำตัว: ภาวะความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง และโรคเบาหวาน อายุและพันธุกรรม: ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ องค์การอนามัยโลก (WHO). (2025.7.31). โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVDs). https://www.rama.mahidol.ac.th/
"โรคกรดไหลย้อน”
"โรคกรดไหลย้อน” โรคกรดไหลย้อน ความผิดปกติที่เกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารไหลขึ้นมาสู่หลอดอาหาร เป็นผลมาจากการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างหย่อนตัวลง ทำให้มีน้ำย่อยหรือกรดไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหารได้นั่นเอง สาเหตุอีกหนึ่งอย่างของการเกิดโรคกรดไหลย้อนนั้น มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ทานของเปรี้ยว เผ็ด ดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม สูบบุหรี่ และรับประทานอาหารแล้วนอนทันที ไม่ได้รอให้อาหารเคลื่อนตัวลงไปยังกระเพาะ ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่มะเร็ง แม้ว่ากรดไหลย้อนจะเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป แต่หากมีการอักเสบเรื้อรังไม่หาย ก็อาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหากปล่อยไว้นาน อาจเกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า "บาร์เรตต์ อีโซฟากัส" (Barrett’s Esophagus) ซึ่งจะทำให้เซลส์บริเวณเยื่อบุผิวมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลส์มะเร็ง และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่มะเร็งหลอดอาหารได้ในที่สุด โดยมีโอกาสไม่มาก เพียง 6% เท่านั้น แต่ก็ยังถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรละเลย แนวทางการป้องกันโรคกรดไหลย้อน สาเหตุหลักๆ ของโรคนี้มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รับประทานแล้วนอนทันที ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม หรือบางครั้งอาจเกิดจากการใช้ยาบางชนิด ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมเบื้องต้นดูก่อนค่ะ ดังเช่น: . - รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และทานแค่พอดี ไม่อิ่มจนแน่นท้องเกินไป - งดรับประทานก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง - หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นกรด เช่น อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด - ควบคุมน้ำหนัก ลดปริมาณไขมันในร่างกาย - หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มสุรา - ใช้หมอนรองศีรษะสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อนอน หรือหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบ วิธีสังเกตว่าตัวเองเป็นกรดไหลย้อนหรือไม่ ให้ดูว่าเรามีอาการแสบคอเจ็บคอเรื้อรัง อาการเรอเปรี้ยวเรื้อรัง อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก อาการไอเรื้อรัง หรือมีอาการเหล่านี้มากขึ้นหลังจากเราทานอาหารไปแล้ว หากมีให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษาต่อไป คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. (2016.08.12). "โรคกรดไหลย้อน" ปล่อยไว้เป็นมะเร็งได้จริงหรือ?. https://www.rama.mahidol.ac.th/
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
วันเข้าพรรษา ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งพระสงฆ์เริ่มจำพรรษา ณ วัดแห่งเดียวตลอดระยะเวลา ๓ เดือนในช่วงฤดูฝน คณะผู้บริหารและพนักงานโรงพยาบาลมหาชัย 3 ร่วมใจสืบสานวัฒนธรรมไทย ทำบุญตักบาตร ถวายเทียนพรรษา และถวายผ้าอาบน้ำฝน เนื่องในวันเข้าพรรษา ✨ ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง และดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญา
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วยประกันสังคม ณ โรงพยาบาลมหาชัย 3
ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร มอบสิ่งของให้กำลังใจผู้ป่วยประกันสังคม วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 14.00 น. นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วยประกันสังคม ณ โรงพยาบาลมหาชัย 3 เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โรงพยาบาลมหาชัย 3 ขอขอบพระคุณ ในความห่วงใยและกำลังใจที่มอบให้แก่ผู้ป่วยในครั้งนี้
ผู้บริหารพบพนักงาน
วันที่พฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 ผู้บริหารโรงพยาบาลมหาชัย 3 พบปะบุคลากร ประจำปี 2569 นพ.พงษพัฒน์ ปธานวนิช ประธานและกรรมการบริหารเครือโรงพยาบาลมหาชัย นพ.อิทธิ ฉันศิริกาญจน รองกรรมการบริหารโรงพยาบาลมหาชัย นพ.สิริทธินทร์ ฉันศิริกาญจน รักษาการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลมหาชัย 3 เพื่อเป็นการสื่อสารทิศทางการดำเนินงาน พูดคุย แลกเปลี่ยน และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นในด้านต่างๆ เพื่อนำมาการพัฒนาองค์กร การพบปะ พูดคุยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ สร้างสัมพันธภาพอันดี และส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการบริการทางการแพทย์ที่ดี มีคุณภาพ และสร้างความประทับใจแก่ผู้รับบริการ
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ภายในงาน HA National Forum ครั้งที่ 26
วันที่ 10 มีนาคม 2569 โรงพยาบาลมหาชัย3 ได้รับมอบ ประกาศนียบัตรการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลที่ปฏิบัติตามมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพและข้อกำหนดของการรับรองกระบวนการคุณภาพขั้นมาตรฐาน จาก สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ภายในงาน HA National Forum ครั้งที่ 26 ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการด้านคุณภาพสถานพยาบาลระดับประเทศ จัดโดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี . การได้รับการรับรองคุณภาพในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของโรงพยาบาลมหาชัย3 ในการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาล การดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) ตลอดจนการบริหารจัดการระบบบริการสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานการรับรองคุณภาพสถานพยาบาลขั้นมาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจแก่ผู้รับบริการอย่างยั่งยืน
ผู้ประกันตนเข้าร่วมการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 น.ส.ประภาวดี แก้วศิริพงษ์ ประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาครพร้อมด้วยนักวิชาการแรงงานชำนาญการ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาชัย3, เจ้าหน้าที่ส่วนงานทะเบียนและประสานการแพทย์ ร่วมงานมหกรรมรณรงค์การป้องกันโรค ด้วยวัคซีนและการดูแลสุขภาพวัย 50 ปีขึ้นไปให้กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ให้กำลังใจผู้ประกันตนเข้าร่วมการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ฟรี
องค์กรหุ่นดี สุขภาพดีด้วย 2B Safety
โครงการ “องค์กรหุ่นดี สุขภาพดีด้วย 2B Safety” ระยะเวลา 1 ปี วัตถุประสงค์เพื่อ พนักงานลดเส้นรอบพุงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (≤ ค่าส่วนสูง / หาร 2) พนักงานลดBMI ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (18.5-22.9) พนักงานมีบุคลิกภาพที่ดี สุขภาพดี มั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้น พนักงานไม่เกิดโรคเรื้อรัง NCDs
ประวัติโรงพยาบาล
ประวัติผู้บริหาร
ร่วมงานกับเรา
โรงพยาบาลในเครือ