โรงพยาบาลมหาชัย 3
บริการ
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ร่วมงานกับเรา
ติดต่อเรา
เลือกภาษา

หน้าหลัก บทความสุขภาพ โรคงูสวัด

โรคงูสวัด รู้ทันอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน

Visited +11 Times

โรคงูสวัด รู้ทันอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน

โรคงูสวัด รู้ทันอาการ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน

โรคงูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และอาจกลับมาก่อโรคงูสวัดได้เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง

โรคนี้พบได้ในทุกช่วงวัย แต่มีโอกาสพบมากขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การสังเกตอาการและเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

อาการของโรคงูสวัด

อาการของโรคงูสวัดมักเริ่มจากความผิดปกติของผิวหนังบริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น

* ปวดแสบปวดร้อนหรือปวดเสียวตามผิวหนัง อาจมีอาการคัน ชา หรือไวต่อการสัมผัสก่อนเกิดผื่น
* มีผื่นแดงและตุ่มน้ำใส มักขึ้นเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท
* ผื่นมักขึ้นเพียงด้านเดียวของร่างกาย เช่น ลำตัว ใบหน้า หรือบริเวณเอว และโดยทั่วไปไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว
* อาจมีไข้ อ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะร่วมด้วย

ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ด โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ในการฟื้นตัวของผื่น ทั้งนี้ อาการและระยะเวลาของโรคอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคงูสวัด?

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่

* ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ
* ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือกำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
* ผู้ที่กำลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด
* ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือภาวะที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุน้อยก็สามารถเป็นโรคงูสวัดได้เช่นกัน

โรคงูสวัดอันตรายหรือไม่?

แม้ผื่นจะหายได้เองในหลายกรณี แต่โรคงูสวัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

* อาการปวดเส้นประสาทหลังผื่นหาย (Postherpetic Neuralgia) อาจมีอาการปวดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี
* ภาวะแทรกซ้อนทางตา หากเกิดผื่นบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือปลายจมูก อาจส่งผลต่อการมองเห็น
* การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน บริเวณผิวหนังที่มีตุ่มน้ำหรือแผล
* ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ซึ่งพบไม่บ่อย แต่อาจมีความรุนแรงได้

หากมีผื่นบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตา ปวดตา ตาแดง หรือการมองเห็นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

การรักษาโรคงูสวัด

การรักษาขึ้นอยู่กับอายุ อาการ ตำแหน่งของผื่น และภาวะสุขภาพของผู้ป่วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir โดยการเริ่มรักษาภายใน 72 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้นมักให้ประโยชน์มากที่สุด

หากสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด ควรพบแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรดูแลผื่นให้สะอาด ไม่แกะหรือเกาตุ่มน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อแทรกซ้อน

โรคงูสวัดติดต่อได้หรือไม่?

ผู้ที่เป็นงูสวัดสามารถแพร่เชื้อไวรัสให้ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใสได้ โดยผู้รับเชื้ออาจเกิดเป็น โรคอีสุกอีใส ไม่ใช่โรคงูสวัดโดยตรง

เชื้อสามารถแพร่จากการสัมผัสของเหลวในตุ่มน้ำ และการแพร่เชื้ออาจเกิดขึ้นได้จนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด ผู้ป่วยจึงควรปิดคลุมผื่น ล้างมือสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน ทารกแรกเกิด และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องในช่วงที่ยังมีตุ่มน้ำ

การป้องกันโรคงูสวัด

* สอบถามแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง
* ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
* หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย และรักษาสุขอนามัยอย่างเหมาะสม

อย่ารอให้ปวดมากหรือผื่นลุกลาม หากสงสัยว่าเป็นโรคงูสวัด ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

ด้วยความห่วงใยจาก โรงพยาบาลมหาชัย 3

World Health Organization (WHO). Shingles (herpes zoster). เผยแพร่วันที่ 24 มีนาคม 2025.
Share -

เนื้อหาที่คุณอาจสนใจ

โรงพยาบาลมหาชัย 3

เลขที่ 927/45 ถนนเศรษฐกิจ1 ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง สมุทรสาคร 74000

   034-429-111

              

Copyrights © 2026 All Rights Reserved. MAHACHAI3.COM Version 1.2. Designed by WEB-BEE-DEV. +1,408,330 Times.