โรงพยาบาลมหาชัย 3
บริการ
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ร่วมงานกับเรา
ติดต่อเรา
เลือกภาษา

หน้าหลัก บทความสุขภาพ

สัญญาณเตือนโรคไต พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลี่ยง !

สัญญาณเตือนโรคไต พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลี่ยง ! สัญญาณเตือนโรคไต ระยะเริ่มต้น • ปัสสาวะเป็นเลือด • ปัสสาวะเป็นฟอง • ปัสสาวะช่วงกลางคืนบ่อยครั้ง • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย • มีอาการบวมบนใบหน้าและเท้า • เบื่ออาหาร • มีอาการขมปาก ขมคอ ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ พฤติกรรมเสี่ยงเป็น โรคไต • รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง อาหารที่มีโซเดียมสูงเกินไปนอกจากจะมีผลต่อการทำงานของไตแล้วยังส่งผลให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดสมองแตก • รับประทานอาหารสำเร็จรูป อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ส่วนใหญ่จะมีปริมาณโซเดียมมากกว่าปกติทำให้มีความเสี่ยงต่อการทำงานของไต • ดื่มน้ำน้อย การดื่มน้ำน้อยทำให้ปัสสาวะมีสีที่เข้มมากขึ้นส่งผลให้ร่างกายมีภาวะขาดน้ำจนทำให้ไตต้องทำงานหนัก อาจเสี่ยงภาวะไตวายและโรคระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ และติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น • น้ำหนักมากเกินไป ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากจนเกินไปก่อให้เกิดโรคอ้วนซึ่งจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ป่วยที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคไต • ซื้อยารับประทานเอง การซื้อยามารับประทานเพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายจากร้านขายยาไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพรบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดโรคไตได้ จำเป็นต้องมีการปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาทุกครั้งโดยเฉพาะการกินต่อเนื่อง • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ต่อเนื่องอาจมีความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคไตตามมาได้ วิธีป้องกันโรคไตเบื้องต้น • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ • หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรือขนมขบเคี้ยว • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด • ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาติดต่อกันนาน ๆ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้อักเสบแก้ปวด • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โรคไต ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็น แต่ไม่ควรมองข้ามหากมีความเสี่ยงหรือพฤติกรรมที่เคยชินที่อาจส่งผลต่อการทำงานของไต เช่น รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และมีโรคประจำตัว ดังนั้นเพื่อป้องกันสุขภาพการทำงานของไตจึงต้องมีการตรวจสุขภาพประจำปีหาความเสี่ยงของโรคไตในระยะเริ่มต้นเพื่อให้รักษาได้ทันท่วงทีและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง อ้างอิง รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ. (2024). สัญญาณเตือนโรคไต พฤติกรรมเสี่ยงที่ควรเลี่ยง. https://www.rama.mahidol.ac.th/

โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus) โรคติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus มีสองสายพันธุ์ คือ RSV-A และ RSV-B เป็นไวรัสก่อการติดเชื้อทางเดินหายใจของเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมีการระบาดเกือบทุกปี การติดต่อ : ติดต่อผ่านการหายใจเอาละอองเสมหะของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ RSV เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู ของเล่น ฯลฯ เชื้อ RSV สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมงและสามารถอยู่ที่มือของเราได้นานประมาณ 30 นาที อาการ : ผู้ป่วยมักจะมีอาการ 4 - 6 วันหลังได้รับเชื้อ อาการโดยทั่วไปอาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่อาการจำเพาะของเชื้อนี้ที่มักพบในเด็กเล็กคือ หลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งจะทำให้เด็กมีอาการคล้ายหอบหืด อาการที่พบมีดังนี้ • มีไข้ ไอ จาม และน้ำมูก • รับประทานอาหารได้น้อยลง • หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ เสียงหายใจดังวี้ด • อาจจะพบอาการร้องกวน ซึมลง ในเด็กทารก การป้องกันโรค : • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย • สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย • ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด ควรสอนให้เด็กๆล้างมืออย่างถูกต้อง และรักษาสุขอนามัย • หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่แออัด ไม่ควรพาเด็กไปเล่นในที่ ๆ มีเด็กเล่นอยู่ด้วยกันจำนวนมาก • หลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงในขณะที่มีการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้ • ผู้ป่วยควรงดการออกนอกบ้านช่วงที่ไม่สบายเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น และควรปิดปากปิดจมูกเวลาไอจาม การรักษา : ในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาสำหรับการติดไวรัส RSV จะเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การทานยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ การดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำและรักษาร่างกายให้อบอุ่น ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถทานยาและพักผ่อนที่บ้านได้ ผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคอื่นๆร่วม และผู้สูงอายุจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีอาการรุนแรงได้ มักจะมีอาการไข้สูง ซึมลง มีภาวะหายใจหอบเหนื่อยหรือภาวะการขาดน้ำ แนะนำให้พามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาในโรงพยาบาลจะเน้นรักษาตามอาการ เช่น มีการให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการหอบเหนื่อย การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในรายที่มีภาวะการขาดน้ำและอาจมีการพ่นยาขยายหลอดลม เป็นต้น อ้างอิง กรมการแพทย์. (2568/08/27). RSV ไวรัสตัวร้าย. https://www.dms.go.th/ กรมควบคุมโรค. (2568). โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี. https://ddc.moph.go.th/

ระวัง! การใช้ยา NSAIDs

ระวัง! การใช้ยา NSAIDs หากมีไข้สูง อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในผู้ป่วยไข้เลือดออก เมื่อมีไข้สูง หลายคนมักรีบซื้อยาลดไข้หรือยาแก้ปวดมารับประทานเอง แต่รู้หรือไม่ว่า ยาบางชนิดอาจเป็นอันตราย หากสาเหตุของไข้เกิดจากโรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) โดยเฉพาะ ยาในกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออก ทำให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นการเลือกใช้ยาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ ⸻ NSAIDs คืออะไร? NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีฤทธิ์ * ลดไข้ * บรรเทาอาการปวด * ลดการอักเสบ * ใช้รักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดฟัน และอาการอักเสบต่าง ๆ แม้ว่ายากลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพดีในการลดอาการปวดและอักเสบ แต่ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีไข้จากสาเหตุที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคไข้เลือดออก ⸻ ตัวอย่างยาในกลุ่ม NSAIDs ที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อมีไข้สูง หากมีไข้สูง หรือสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ไม่ควรรับประทานยาในกลุ่มต่อไปนี้เอง * Aspirin (แอสไพริน) * Ibuprofen (ไอบูโพรเฟน) * Diclofenac (ไดโคลฟีแนค) * Naproxen (นาโพรเซน) * Mefenamic Acid (เมเฟนามิก แอซิด) * Ketoprofen * Celecoxib * Etoricoxib รวมถึง ยาชุดหรือยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะอาจมียากลุ่ม NSAIDs ผสมอยู่ ⸻ ทำไมผู้ป่วยไข้เลือดออกจึงไม่ควรใช้ NSAIDs? โรคไข้เลือดออกทำให้เกิดความผิดปกติของระบบการแข็งตัวของเลือด และจำนวนเกล็ดเลือดลดลง เมื่อรับประทานยา NSAIDs จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ 1. เพิ่มโอกาสเลือดออก NSAIDs มีผลยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ส่งผลให้เกิดเลือดออกง่ายกว่าปกติ 2. เสี่ยงเลือดออกในกระเพาะอาหาร ยากลุ่มนี้อาจระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ หรือเลือดออกในทางเดินอาหารได้ 3. เพิ่มความรุนแรงของโรค หากผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกภายใน ช็อก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ⸻ หากมีไข้ ควรใช้ยาอะไร? หากมีไข้สูง และยังไม่ทราบสาเหตุ ควรเลือกใช้ พาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นยาลดไข้ที่ปลอดภัยกว่าในผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นไข้เลือดออก ข้อแนะนำ * รับประทานตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ * เว้นระยะการรับประทานอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง * ไม่ควรรับประทานเกินขนาด เพราะอาจส่งผลต่อตับได้ ⸻ หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ควรดูแลตนเองอย่างไร? ระหว่างรอพบแพทย์ ควรปฏิบัติดังนี้ * รับประทานพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ * ดื่มน้ำสะอาดหรือสารละลายเกลือแร่ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ * พักผ่อนให้เพียงพอ * เช็ดตัวเมื่อมีไข้สูง * หลีกเลี่ยงยา NSAIDs ทุกชนิด * หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเองโดยไม่ทราบส่วนประกอบ ⸻ อาการเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ หากมีไข้ร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที * ไข้สูงเกิน 2–3 วัน * ปวดท้องมาก * อาเจียนหลายครั้ง * ซึม อ่อนเพลียมาก * เลือดกำเดาไหล * เลือดออกตามไรฟัน * มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง * อาเจียนเป็นเลือด * ถ่ายดำ * มือเท้าเย็น หน้ามืด หรือเป็นลม ⸻ คำแนะนำจากแพทย์ ในช่วงที่มีไข้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคไข้เลือดออก อย่าซื้อยาแก้ปวดหรือยาลดไข้รับประทานเองโดยไม่ทราบชนิดของยา หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยได้อย่างมาก ⸻ สรุปสั้น ๆ ✅ มีไข้สูง ใช้พาราเซตามอล เพื่อลดไข้ ❌ หลีกเลี่ยง Aspirin, Ibuprofen, Diclofenac และยา NSAIDs ทุกชนิด หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ? หากไข้ไม่ลดภายใน 2–3 วัน หรือมีอาการเตือน ควรรีบพบแพทย์ทันที หมายเหตุ: หากผู้ป่วยได้รับยา NSAIDs ตามแพทย์สั่งเป็นประจำเพื่อรักษาโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจหรือโรคข้ออักเสบ ไม่ควรหยุดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เนื่องจากการหยุดยาบางชนิดอาจส่งผลเสียต่อโรคประจำตัวได้

ไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ รู้ทันป้องกันได้

เป็นโรคไข้เลือดออก อาการ สาเหตุ รู้ทันป้องกันได้ โรคไข้เลือดออก (dengue infection) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมี 4 สายพันธุ์ โรคนี้มักพบระบาดในช่วงฤดูฝน โดยมียุงลายเป็นพาหะหลักในการนำโรคมาสู่มนุษย์ ในอดีต ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นเด็ก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลุ่มอายุของผู้ป่วยได้ขยายไปถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยทำงาน ทำให้จำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาการไข้เลือดออก เป็นอย่างไร อาการของโรคไข้เลือดออกมักเริ่มต้นอย่างกะทันหันหลังจากได้รับการติดเชื้อ 2-7 วัน โดยอาการหลักที่สังเกตได้มีดังนี้: -ไข้สูงต่อเนื่อง ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจยืดเยื้อได้ถึง 2-7 วัน -ปวดศีรษะและปวดตา มักรู้สึกปวดรุนแรงรอบดวงตา และมีอาการปวดศีรษะที่ศีรษะส่วนหน้าและขมับ -ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อต่อ:อาการปวดเมื่อยส่วนใหญ่จะปรากฏบริเวณข้อต่อและกล้ามเนื้อทั่วไป -อ่อนเพลีย ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลียอย่างมาก ไม่มีแรง และอาจต้องการการพักผ่อนมากขึ้น -อาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง -ผื่นที่ผิวหนัง อาจพบผื่นแดงกระจายตัวอยู่ทั่วไปตามตัว -อาการออกเลือดง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล ไอมีเลือด หรือมีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง ไข้เลือดออก มีกี่ระยะ โรคไข้เลือดออกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักๆ ตามอาการและความรุนแรงของโรค ดังนี้: 1.ระยะไข้สูง ไข้เลือดออกระยะแรก เรียกว่า “ระยะไข้สูง” ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงต่อเนื่องมากกว่า 38 องศาเซลเซียส อาการนี้จะปรากฏหลังจากได้รับการติดเชื้อ 4-7 วัน และอาจมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดตา ผื่นคัน และอาการอ่อนเพลียมาก ระยะนี้สามารถนานถึง 2-7 วันขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยและสายพันธุ์ของไวรัสที่ติดเชื้อ 2.ระยะวิกฤต ระยะที่สองคือ “ระยะวิกฤต” ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากไข้ลดลง จะพบเฉพาะในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจพบกับภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การรั่วของพลาสม่าในหลอดเลือดทำให้เกิดภาวะช็อก รวมทั้งอาการเลือดออกต่าง ๆ อาการในระยะนี้ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เนื่องจากเป็นระยะที่อันตรายและมีโอกาสเสียชีวิตสูงถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม 3.ระยะฟื้นตัว ระยะสุดท้ายคือ “ระยะฟื้นตัว” ซึ่งเป็นระยะที่ผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้นหลังจากผ่านพ้นระยะวิกฤต อาการปวดและอ่อนเพลียจะค่อย ๆ ลดลง และสัญญาณชีพเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ระยะนี้สำคัญมากในการฟื้นฟูร่างกายและสุขภาพโดยรวม ผู้ป่วยบางคนอาจเข้าสู่ระยะฟื้นตัวโดยไม่ผ่านระยะวิกฤตได้ ผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฟื้นตัวและกลับมามีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเดิม วิธีการรักษาไข้เลือดออก สำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งมีไข้ แนะนำให้พักผ่อนมาก ๆ ดื่มน้ำ รับประทานอาหารอ่อน ๆ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลได้ ไม่ควรรับประทานยาไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน หากผู้ป่วยมีไข้ได้ประมาณ 3-4 วันแล้วไม่ลด แพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกหรือไม่ หากเจาะเลือดแล้วพบว่าเกล็ดเลือดต่ำ แพทย์จะแนะนำให้นอนโรงพยาบาลเพื่อรับน้ำเกลือและติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด เพราะผู้ป่วยอาจเข้าสู่ระยะวิกฤตได้ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเดงกีโดยเฉพาะ วิธีการป้องกันไข้เลือดออก 1.ระมัดระวังไม่ให้ยุงกัด เช่น นอนในมุ้ง สวมใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือใช้สารไล่ยุง (Mosquito Repellents) แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ DEET ทาผิวนอกเสื้อผ้า 2.กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก -ปิดปากภาชนะเก็บน้ำด้วยผ้า ตาข่ายไนล่อนอะลูมิเนียม หรือวัสดุอื่นที่สามารถปิดปากภาชนะเก็บน้ำนั้นได้อย่างมิดชิด จนยุงไม่สามารถเล็ดลอดเข้าใปวางไข่ได้ -หมั่นเปลี่ยนน้ำทุกวัน ซึ่งเหมาะสำหรับภาชนะเล็ก ๆ ที่มีน้ำไม่มาก เช่น แจกันดอกไม้สด ทั้งที่เป็นแจกันที่หิ้งบูชาพระ แจกันที่ศาลพระภูมิ หรือแจกันประดับตามโต๊ะ รวมทั้งภาชนะและขวดประเภทต่างๆ ฯลฯ -ใส่ทรายในจานรองกระถางต้นไม้ เพื่อให้ทรายดูดซึมน้ำส่วนเกินจากการรดน้าต้นไม้ไว้ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสาหรับกระถางต้นไม้ที่ใหญ่และหนัก ส่วนต้นไม้เล็กอาจใช้วิธีเทน้ำที่ขังอยู่ในจานรองกระถางต้นไม้ทิ้งไปทุกวัน -การเก็บทำลายเศษวัสดุ เช่น ขวด ไห กระป๋อง ฯลฯ และยางรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้ หรือคลุมให้มิดชิดเพื่อไม่ให้รองรับน้ำได้ 3.ฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ซึ่งปัจจุบันสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี และลดความรุนแรงของโรคได้เฉพาะในผู้ใหญ่ หรือเด็กอายุมากกว่า 6 ปี เนื่องจากวัคซีนจะได้ผลดีเฉพาะในผู้ที่เคยมีการติดเชื้อไวรัสเดงกีมาก่อนเท่านั้น จึงควรมีการตรวจเลือดก่อนการฉีด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีน โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่ต้องให้ความสำคัญในการรักษาและป้องกัน การรู้เรื่องอาการและระยะของโรคจะช่วยให้การรักษาและการป้องกันโรคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถป้องกันและรับมือกับโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มา : กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2566). แนวทางการวินิจฉัย ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก (ฉบับย่อ) พ.ศ. 2566. สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข

เป็นตะคริวบ่อยกลางดึก สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

เป็นตะคริวบ่อยกลางดึก เข้าใจให้ถูก ป้องกันได้ “ตะคริวกลางดึก” (nocturnal leg cramps) คือการที่กล้ามเนื้อ—มักเป็นน่องหรือฝ่าเท้า—หดเกร็งขึ้นมาเองอย่างฉับพลันและเจ็บ มักเกิดขณะหลับหรือกำลังจะหลับ กลไกที่แท้จริงเป็นอย่างไร ปัจจุบันเชื่อว่าตะคริวกลางคืนส่วนใหญ่เกิดจากเส้นประสาทและจุดเชื่อมประสาท–กล้ามเนื้อทำงานไวเกินปกติ (ส่งสัญญาณรัว) ไม่ใช่จากการ “ขาดเกลือแร่” อย่างที่เข้าใจกันมานาน ผู้ที่เป็นตะคริวกลางคืนทั่วไปส่วนใหญ่มีระดับเกลือแร่ในเลือดปกติ ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดได้บ่อยขึ้น 1.กล้ามเนื้อล้าจากการใช้งานหนัก ออกกำลังกายหรือเดินมากในวันนั้น ทำให้กล้ามเนื้อล้าและไวต่อการเกร็งในตอนกลางคืน 2.ท่าทางขณะหลับการนอนในท่าที่ปลายเท้าจิกลง (น่องอยู่ในท่าหดสั้น) เป็นเวลานาน เป็นตัวกระตุ้นที่พบบ่อย 3.การอยู่ท่าเดิมนานเกินไปในเวลากลางวัน เช่น ยืนนานหรือนั่งนาน ทำให้กล้ามเนื้อล้าสะสม 4.ยาบางชนิดเช่น ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่มสแตติน ยาขยายหลอดลม หากเริ่มเป็นตะคริวบ่อยหลังเริ่มยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร 5.ภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคไต โรคตับ หรือผู้สูงอายุที่กล้ามเนื้อและการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไป ภาวะขาดน้ำหรือเสียเกลือแร่ทำให้เป็นตะคริวได้ “ในบางบริบทเฉพาะ” เช่น ออกกำลังหนัก เสียเหงื่อมาก ท้องเสีย หรือใช้ยาขับปัสสาวะ แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของตะคริวกลางคืนทั่วไป เมื่อเกิดตะคริวขึ้นแล้ว ทำอย่างไร วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือยืดกล้ามเนื้อที่เกร็งออกช้า ๆ เช่น ถ้าเป็นที่น่อง ให้เหยียดขาตรงแล้วกระดกปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้จนคลาย อาจนวดคลึงเบา ๆ ร่วมด้วย การป้องกัน •ยืดกล้ามเนื้อน่องและฝ่าเท้าเบา ๆ ก่อนนอน •ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน โดยเฉพาะวันที่ออกแรงมากหรืออากาศร้อน •พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่ท่าเดิมนาน ๆ •ทบทวนยาที่ใช้อยู่กับแพทย์ หากสงสัยว่าเกี่ยวข้อง เรื่องการกินอาหารเสริมแมกนีเซียม: หลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่พบว่าช่วยป้องกันตะคริวกลางคืนในผู้ใหญ่ทั่วไป จึงไม่แนะนำให้ซื้อกินเองโดยหวังผลด้านนี้ การดูแลพื้นฐานข้างต้นได้ผลและปลอดภัยกว่า ควรพบแพทย์เมื่อไร •เป็นบ่อยจนรบกวนการนอนหรือคุณภาพชีวิต •เพิ่งเริ่มเป็นบ่อยในผู้สูงอายุ หรือเป็นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ •มีอาการร่วม เช่น ขาบวม ชา อ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบ หรือสงสัยว่าเกี่ยวกับยาหรือโรคประจำตัว เพียงดูแลพื้นฐานในแต่ละวัน—ยืดกล้ามเนื้อ พักผ่อน และดื่มน้ำให้พอ—ก็ช่วยลดตะคริวกลางคืนได้ และอย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์หากเป็นบ่อยผิดปกติ ที่ีมา: เรียบเรียงตามหลักฐานทางการแพทย์ปัจจุบัน (idiopathic / nocturnal leg cramps)

ตรวจหาโรคปอดระยะแรกเริ่ม

โรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอดเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์ และเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการตายของประชากรโลกสูงมาก อยู่ในอันดับต้น ๆ นอกจากนั้นยังเป็นโรคที่ต้องให้การรักษาอาการป่วยเรื้อรัง เนื่องจากปอดพิการ ทำให้มีอาการเหนื่อย หอบ หายใจลำบาก หน้าที่ของปอด ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิต ออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศจะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจเข้าไป ออกซิเจนจะไหลผ่าน จมูก ลำคอ หลอดลม เข้าไปถึงปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือด ที่ไหลมายังปอด เพื่อนำไปเลี้ยงร่างกาย นอกจากนั้นเลือดยังนำของเสียที่ร่างกายสร้างขึ้น คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มายังปอด และขับถ่ายทิ้งไปทางลมหายใจออก การแลกเปลี่ยนก๊าซทั้งสองต้องอาศัยปอดที่ทำงานได้ตามปกติ ถ้าปอดพิการทำงานไม่ได้ตามปกติ จะทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย หายใจลำบาก เพราะต้องออกแรงหายใจเพิ่มขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนให้พอใช้ และในที่สุดอาจตายได้จากการที่ร่างกายขาดออกซิเจนหรือจากคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในเลือด ซึ่งทำให้มีภาวะกรดเกิน เพราะหายใจได้ไม่พอ ระบบทางเดินหายใจและปอดเป็นอวัยวะที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและเสื่อมสมรรถภาพ ปอดเสื่อมได้ ระบบทางเดินหายใจและปอดก็เหมือนอวัยวะอื่น ๆ คือ มีการเสื่อมลงตามอายุขัย ปกติเราหายใจเข้าออกครั้งละประมาณ 300 – 500 ลบ.ซม. หายใจนาทีละ 10 – 20 ครั้ง หรือนาทีละ 5 – 10 ลิตร ประมาณว่า เราหายใจเข้าออกวันละ 8,000 – 12,000 ลิตร หากอากาศที่เราหายใจเข้าไปไม่บริสุทธิ์ ที่เรียกว่ามี มลภาวะเป็นพิษ ในอากาศมีสารและก๊าซที่เป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจ อีกทั้งการสูบบุหรี่ การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภทก็ทำให้มีมลภาวะเป็นพิษเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบ ทางเดินหายใจและปอดเสื่อมเร็วกว่าที่ควร หรือทำให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะในปอด นอกจากนั้นในอากาศยังมีเชื้อโรค เชื้อไวรัส และเชื้ออื่น ๆ ที่เมื่อหายใจเข้าไป ทำให้เกิดโรคในปอดที่พบบ่อย คือ เชื้อวัณโรค อาการโรคปอด เหนื่อยง่าย ไอแห้ง ๆ ไอมีเสมหะ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก แต่บ่อยครั้งที่โรคปอดจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อแสดงอาการก็อาจสายเกินไป อาจรักษาไม่หายขาด หรือแม้ว่าจะหาย แต่มีการทำลายเนื้อปอดมาก ทำให้มีอาการปอดพิการได้ โดยเฉพาะถ้ารักษาช้าไป หรือรักษาไม่ถูกวิธี ถึงแม้จะหายจากโรคก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่ปอดทำหน้าที่ได้ไม่เพียงพอ โรคปอดเรื้อรังที่เมื่อเป็นแล้วมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อมีอาการก็มักจะสายเกินไปที่จะรักษาให้หายขาดได้ หรือให้ปอดกลับมาทำงานได้ตามปกติ โรคปอดที่พบบ่อย วัณโรค (Tuberculosis) หลอดลมอักเสบเรื้อรังและถุงลมปอดโป่งพอง (Chronic ฺBronchitis and Emphysema หรือ COPD) มะเร็งในปอด (Lung Cancer) โรคหอบหืด (Bronchial Asthma) ใครควรตรวจโรคปอด ผู้ที่มีอาการทางระบบหายใจ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะไอมีเสมหะ ไอมีเลือดออกมาด้วย เหนื่อยง่าย โดยเฉพาะตรวจทางหัวใจแล้วปกติ หรือหายใจมีเสียงหืด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะหายใจแล้วเจ็บมากขึ้น ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด ทำงานในโรงงานที่มีมลภาวะ มีควัน มีก๊าซเคมีที่เป็นพิษต่อทางเดินหายใจ ทำงานในเหมืองแร่ โรงโม่หิน โรงผลิตซีเมนต์ ทำงานในบรรยากาศที่อาจมีการเปื้อนปนหายใจเอาสารกัมมันตภาพเข้าไป โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้สารแอสเบสตอส (Asbestos Fiber) เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ตู้เย็น ฯลฯ ผู้ได้รับการรักษาโดยการฉายแสงบริเวณทรวงอก ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันการติดเชื้อต่ำ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคที่อยู่ในระยะติดต่อ ในผู้สูงอายุก็สามารถตรวจได้ เพราะมะเร็งปอดพบได้ในคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และโอกาสหายขาดจะมีมากกว่าเมื่อพบโรคขณะที่ยังไม่มีอาการ

โรคเบาหวาน (Diabetes)

โรคเบาหวาน (Diabetes) โรคเบาหวาน (Diabetes) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินสุลิน (Insulin) ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีปริมาณน้ำตาล โรคเบาหวานคืออะไร โรคเบาหวาน (Diabetes) คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่า อินสุลิน (Insulin) ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจำเป็นต้องมีอินสุลิน เพื่อนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะสมองและกล้ามเนื้อ ในภาวะที่อินสุลินมีความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของปริมาณอินสุลินในร่างกาย หรือการที่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายตอบสนองต่ออินสุลินลดลง (หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินสุลิน) จะทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีปริมาณน้ำตาลคงเหลือในกระแสเลือดมากกว่าปกติ สาเหตุของโรคเบาหวานเกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงมากขึ้นถึงระดับหนึ่ง จนทำให้ไตดูดกลับน้ำตาลได้ไม่หมด ซึ่งปกติไตจะมีหน้าที่ดูดกลับน้ำตาลจากสารที่ถูกกรองจากหน่วยไตไปใช้ ส่งผลให้มีน้ำตาลรั่วออกมากับปัสสาวะ จึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคเบาหวาน” หากเราปล่อยให้เกิดภาวะเช่นนี้ไปนาน ๆ โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงตามมาในที่สุด โรคเบาหวานมีกี่ชนิด เบาหวานชนิดที่ 1 – เกิดจากภูมิคุ้มกันร่างกายทำลายเซลล์สร้างอินสุลินในตับอ่อน ทำให้เกิดภาวะขาดอินสุลิน เบาหวานชนิดที่ 2 – เกิดจากภาวะการลดลงของการสร้างอินสุลิน ร่วมกับภาวะดื้ออินสุลิน และมักเป็นกรรมพันธุ์ เบาหวานชนิดพิเศษ – สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดนี้อาจเกิดจากความความผิดปกติของตับอ่อน หรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของอินสุลินโดยกำเนิด เบาหวานขณะตั้งครรภ์ – เบาหวานชนิดนี้เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์และหายไปได้หลังคลอดบุตร แต่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต โรคเบาหวาน มีอาการอย่างไร เบาหวานที่พบได้บ่อยที่สุด คือเบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดนี้เกิดจากกรรมพันธุ์และการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารประเภทแป้ง ของหวานมากเกินไป ภาวะน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง การขยับร่างกายที่น้อยลง ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น เบาหวานชนิดนี้ มักเกิดในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม โรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าเกิดในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ เช่น อายุ 20 - 30 ปี ซึ่งสัมพัทธ์กับการรับประทานอาหารที่เป็นแป้ง ของหวาน หรือการออกกำลังกายที่ลดลง และ โรคอ้วน ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่อายุยังน้อย มีโอกาสจะควบคุมอาการโรคได้ยากกว่า เกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายกว่า และมักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในช่วงอายุที่น้อยกว่า ดังนั้น การควบคุมเบาหวานให้อยู่ในระดับที่ปกติ จึงมีความสำคัญอย่างมากรวมถึงการค้นหาโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันและการรักษาโรคเบาหวานได้อย่างทันท่วงที จะส่งผลให้ลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานระยะยาวได้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน เมื่อมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติเป็นระยะเวลานาน น้ำตาลที่สูงจะส่งผลโดยตรงต่อหลอดเลือดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยทำให้เกิดภาวะอักเสบ และภาวะหลอดเลือดอุดตันได้ง่ายกว่าคนปกติ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ทำให้น้ำตาลส่วนเกินไปเกาะกับเม็ดเลือดขาวที่ใช้ต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้เม็ดเลือดขาวมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้ลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย ภาวะแทรกซ้อนหลัก ๆ ที่พบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนทางตา ภาวะแทรกซ้อนทางตาหรือที่เรียกกันว่า ภาวะเบาหวานขึ้นตา ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังส่งผลต่อจอประสาทตาทำให้เกิดจอประสาทเสื่อม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดจอประสาทตาลอก และตาบอดได้ในที่สุด นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานยังเสี่ยงต่อภาวะต้อกระจก ต้อหินได้มากกว่าคนปกติอีกด้วย ภาวะแทรกซ้อนทางไต ภาวะแทรกซ้อนทางไต หรือที่เรียกกันว่า ภาวะเบาหวานลงไต ในระยะเริ่มแรก ไตจะมีการทำงานที่หนักขึ้น เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูง ส่งผลให้มีแรงดันเลือดไปที่ไตสูงตามไปด้วย หากตรวจการทำงานของไตในระยะนี้ จะไม่พบความผิดปกติ การตรวจปัสสาวะอาจมีหรือยังไม่มีโปรตีนไข่ขาว (อัลบูมิน) รั่วออกมากับปัสสาวะ ระยะถัดมาจะเริ่มพบมีโปรตีนไข่ขาวรั่วออกมากับปัสสาวะ และอาจมีการทำงานของไตที่ลดลงเล็กน้อย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี การทำงานของไตจะลดลงเรื่อยๆ และอาจดำเนินไปถึงภาวะไตวายเรื้อรังจนต้องทำการล้างไตในที่สุด ภาวะแทรกซ้อนทางเส้นประสาท ภาวะนี้เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุด คือผู้ป่วยมักมีอาการชาปลายมือปลายเท้า เหมือนใส่ถุงมือหรือถุงเท้าอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจมีอาการเจ็บแปลบเหมือนโดนเข็มแหลม ๆ ทิ่ม บางคนมีอาการแสบร้อนบริเวณปลายมือเท้า อาการทางระบบประสาทที่พบได้แต่ไม่บ่อย เช่น เหงื่อไม่ออกหรือออกง่ายกว่าปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ กลืนสำลัก ท้องอืดง่าย จุกแน่นลิ้นปี่ ซึ่งเป็นอาการของระบบประสาทที่ควบคุมการบีบเคลื่อนตัวของทางเดินอาหารผิดปกติ เส้นเลือดแดงใหญ่อุดตัน อาการเส้นเลือดแดงใหญ่อุดตันมักเกิดขึ้นโดยเฉพาะบริเวณขา อาการที่พบได้บ่อยคือ มีอาการปวดขามากเมื่อเดินหรือวิ่ง และดีขึ้นเมื่อพักหรือห้อยขาลงที่ต่ำ ปลายเท้าเย็น ขนขาร่วง ผิวหนังบริเวณขาเงามัน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันจนปลายเท้าขาดเลือด ติดเชื้อ และอาจต้องตัดนิ้วเท้า หรือขาทิ้งในที่สุด เส้นเลือดหัวใจตีบ ภาวะนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหากตีบรุนแรงอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจลดลง เกิดหัวใจวาย ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเสียชีวิตเฉียบพลันได้ เส้นเลือดสมองตีบ อาการเส้นเลือดสมองตีบเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเช่นกัน เมื่อเกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบ ทำให้การทำงานของสมองและเส้นประสาทบริเวณที่ขาดเลือดลดลงหรือไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือมีอาการชาครึ่งซีก จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน นอกจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานมีอาการที่รุนแรง และก่อให้เกิดภาวะทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตได้ แต่หากเราทราบสาเหตุของโรคเบาหวานและทำการตรวจวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก และผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็สามารถลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้มาก ผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการแสดงที่หลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติอะไรเลย ไปจนถึงภาวะช็อกน้ำตาล อย่างไรก็ตาม อาการที่เราสามารถสังเกตได้ เช่น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย โดยเฉพาะปัสสาวะตอนกลางคืน ซึ่งอาจมากเกิน 3 ครั้ง/คืน น้ำหนักลดฮวบฮาบโดยไม่ทราบสาเหตุ ปลายมือปลายเท้าชา แสบร้อน หรือรู้สึกคล้ายเข็มแหลมๆทิ่ม แผลเรื้อรัง หายช้า เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ตามัวลง มองไม่ชัดเท่าปกติ หรือในคนสายตาสั้นอาจมองเห็นชัดขึ้น บุคคลที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน โดยกำหนดที่ดัชนีมวลกาย ≥ 23 kg/m2 ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง รอบเอวใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ชาย ≥ 90 เซนติเมตร และในผู้หญิง ≥ 80 เซนติเมตร ผู้ที่มีญาติสายตรงป่วยเป็นโรคเบาหวาน ผู้หญิงที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกคลอด 4 กิโลกรัมขึ้นไป รวมถึงชาวเอเชียที่อาจไม่มีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นแต่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน มีวิธีการวินิจฉัยอย่างไร ปัจจุบันการวินิจฉัยโรคเบาหวานมีทั้งหมด 4 วิธี แต่ที่แพร่หลายและแม่นยำในประเทศไทย มี 3 วิธี ได้แก่ น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารที่มีพลังงานเป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง เกิน 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป อย่างน้อย 2 ครั้ง น้ำตาลในเลือดหลังกลืนน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป น้ำตาลในเลือดแบบสุ่มโดยไม่ได้งดอาหารที่ให้พลังงาน เกิน 200 มิลลกรัมต่อเดซิลิตร ร่วมกับมีอาการที่เข้าได้กับโรคเบาหวานเช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย เป็นต้น โรคเบาหวาน มีวิธีการรักษาอย่างไร การรักษาโรคเบาหวาน เป็นการรักษาที่ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากแพทย์ พยาบาล โภชนากร และ ที่สำคัญที่สุดคือตัวผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยต้องตระหนักถึงความสำคัญของการรักษา โดยต้องเข้าใจก่อนว่า โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงปกติที่สุดได้ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงทำงานประจำได้ตามปกติหากแต่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติโดยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้มาก การควบคุมอาหาร การรักษาโรคเบาหวานด้วยวิธีการควบคุมอาหารมีความสำคัญมากในการลดระดับน้ำตาลในเลือด และถือเป็นการรักษาหลักที่ผู้ป่วยเบาหวานทุกรายควรเข้าใจและปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้อย่างไม่จำกัดจำนวนได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ขาว เป็นต้น อาหารบางชนิดที่สามารถรับประทานได้ในปริมาณจำกัด เช่น ผลไม้ แนะนำให้รับประทานผลไม้ชนิดหวานน้อย เช่นฝรั่ง ชมพู่ แก้วมังกร เป็นต้น การออกกำลังกาย สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานการออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาโรคเบาหวานที่สำคัญ เนื่องจากจะช่วยให้อินสุลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนะนำว่าควรออกกำลังกายชนิดแอโรบิค เช่น วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และออกกำลังกายชนิดต้านน้ำหนัก เช่น การยกเวท เป็นเวลาอย่างน้อย 45 นาทีต่อวัน 2 วันต่อสัปดาห์ และไม่ควรนั่งอยู่เฉย ๆ หรือนอนเล่นพักผ่อนเกิน 90 นาที หากเกินควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบท การใช้ยา การรักษาโรคเบาหวานโดยการใช้ยา แพทย์จะพิจารณาจากชนิดของโรคเบาหวาน เช่น เบาหวานชนิดที่ 1 ควรรักษาโดยการฉีดอินสุลินเท่านั้น ส่วนในเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน โอกาสการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ และเศรษฐานะของผู้ป่วยเพื่อประกอบการพิจารณาในการเลือกใช้ยา โรคเบาหวานป้องกันได้หรือไม่ ในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ได้ แต่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นสามารถป้องกันได้แล้ว มีการศึกษาหลายการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การนำผู้ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเกิดเบาหวานมาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด จนมีน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างน้อย 7-10% ของน้ำหนักตัวเดิม สามารถลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โรคเบาหวานสามารถหายขาดได้หรือไม่ ในอดีตความสามารถในการรักษาโรคเบาหวานมีเพียงการควบคุม และการลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานเท่านั้น ไม่สามารถรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้ แต่ในปัจจุบัน ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนพบว่ามีวิธีการรักษาผู้ป่วยเบาหวานให้หายขาดได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมาไม่นาน ได้แก่การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีโรคอ้วนร่วมด้วย พบว่านอกจากจะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถทำให้หายขาดจากโรคเบาหวานได้ในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระเพาะอาหารดังกล่าว ไม่สามารถทำได้ทุกคน และอาจมีผลข้างเคียงจากการผ่าตัดตามมา แพทย์จึงเลือกทำการผ่าตัดในผู้ป่วยบางรายที่มีความจำเป็นเท่านั้น โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และพบอุบัติการณ์การเกิดโรคเพิ่มขึ้นทุกวัน แม้จะเป็นโรคที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้มากมาย แต่ก็เป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ หากผู้ป่วยทำความเข้าใจกับตัวโรค และให้ความร่วมมือในการรักษา ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีใกล้เคียงกับคนปกติได้

สุขภาพจิต

สุขภาพจิต คือ ภาวะจิตใจที่เป็นสุข สามารถปรับตัวรับมือกับความเครียด ทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น หากแบ่งตามหลักการแพทย์และจิตวิทยาจะครอบคลุมตั้งแต่ ภาวะอารมณ์ทั่วไป ไปจนถึง กลุ่มโรคทางจิตเวช ที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี 1. ภาวะทางอารมณ์และจิตใจทั่วไป เป็นระดับที่ทุกคนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ขั้วหลัก คือ: สุขภาพจิตเชิงบวก: การมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง มีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ รู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสามารถค้นหาความสุขได้ในแต่ละวัน ปัญหาสุขภาพจิตทั่วไป: ภาวะความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) อาการวิตกกังวล และความพึงพอใจในตนเองต่ำ (Low self-esteem) ซึ่งมักเกิดจากการปรับตัวหรือการเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่กดดัน 2. โรคทางจิตเวช (Mental Disorders) เมื่อสภาวะอารมณ์และความคิดกระทบกระเทือนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรงหรือต่อเนื่อง อาจจัดเป็นความผิดปกติที่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ ตัวอย่างกลุ่มโรคที่พบบ่อย ได้แก่: โรคซึมเศร้า (Depression): มีอารมณ์เศร้า หดหู่ หรือเบื่อหน่ายต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์ รู้สึกไร้ค่า และอาจนำไปสู่ความคิดทำร้ายตัวเอง กลุ่มโรควิตกกังวลและแพนิก (Anxiety & Panic): มีความกังวลเกินเหตุ ควบคุมความคิดไม่ได้จนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือเกิดภาวะตื่นตระหนกเฉียบพลันโดยไม่มีสาเหตุ โรคไบโพลาร์ (Bipolar): หรือโรคอารมณ์สองขั้ว ผู้ป่วยจะมีอารมณ์แปรปรวนสุดขั้ว สลับกันระหว่างช่วงอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania) และช่วงซึมเศร้า (Depression) โรคจิตเภท (Schizophrenia): มีความผิดปกติในการรับรู้ เช่น อาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน หรือมีความคิดหลงผิด โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD): เกิดขึ้นหลังจากการเผชิญเหตุการณ์รุนแรง ทำให้เกิดความกลัวและฝันร้ายถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ 3. แนวทางการดูแลและประเมินสุขภาพจิต การประเมินตนเองเบื้องต้น: สามารถใช้แบบประเมินสุขภาพจิต เช่น แบบคัดกรองความเครียด หรือแบบประเมินโรคซึมเศร้า ผ่านระบบออนไลน์ของ ⁠กรมสุขภาพจิต เพื่อเช็กระดับอารมณ์ของตนเอง วิธีปรับสมดุลใจ: ยึดหลักง่ายๆ เช่น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การฝึกการผ่อนคลายความเครียด และการเปิดใจพูดคุยกับคนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญ หากคุณรู้สึกว่าความเครียดหรืออารมณ์ที่เป็นอยู่เริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงาน การนอนหลับ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาถือเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

HPV คืออะไร มีกี่ประเภท

HPV คืออะไร มีกี่ประเภท HPV เป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อแปปิโลมา หรือเอชพีวี (HPV) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการติดเชื้อเนื้อเยื่อบุผิว ส่งผลให้เกิดโรคบริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย โดยมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่อันตรายต่อร่างกายมากที่สุดคือ สายพันธุ์ 16 และ 18 ติดง่ายแค่ไหน การแพร่กระจายเชื้อเป็นอย่างไร การติดเชื้อ HPV มักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก ปาก โดยแพร่เชื้อผ่านรอยแผล หรือรอยขีดข่วนตามผิวหนัง หรือสัมผัสผิวหนัง อีกทั้งสิ่งของปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วย ที่น่าเป็นห่วงคือ หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อ HPV อาจแพร่เชื้อสู่ลูกระหว่างการคลอดได้ ด้วยการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งผู้ที่มีเชื้อ HPV อยู่ในร่างกายมักไม่มีอาการแสดงใด ๆ จึงอาจแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว อาการเมื่อติดเชื้อ HPV เป็นอย่างไร ผู้ที่ติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะกำจัดเชื้อไวรัสได้ก่อนเป็นหูด ซึ่งลักษณะของหูดจะแตกต่างตามสายพันธุ์ไวรัส ได้แก่ หูดทั่วไป จะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ที่อาจขึ้นตามมือ นิ้ว ข้อศอก มีสีเนื้อ สีขาว สีชมพู สีน้ำตาลอ่อน บริเวณที่พบคือ มือ นิ้วมือ ข้อศอก แม้ไม่อันตราย แต่อาจทำให้เจ็บปวด โดยผิวหนังที่เกิดหูดอาจมีเลือดออกได้ง่าย หูดแบนราบ จะมีสีเข้มกว่าปกติและนูนขึ้นมาเล็กน้อย มีขนาดเล็ก พื้นเรียบ เกิดขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยผู้หญิงมักพบที่ขา ผู้ชายมักพบที่เครา เด็กมักพบที่ใบหน้า หูดบริเวณอวัยวะเพศ หรือหูดหงอนไก่ เป็นติ่งเนื้อคล้ายดอกกะหล่ำที่เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศหญิง อวัยวะเพศชาย และทวารหนัก มักรู้สึกคัน แต่ไม่เจ็บปวด หูดบริเวณฝ่าเท้า มักขึ้นตรงส้นเท้าหรือเนินปลายเท้า มีลักษณะเป็นตุ่มแข็ง ไม่ว่ายืนหรือเดินจะรู้สึกเจ็บ กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ HPV คือใคร หญิงชายที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เด็กและวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กวัยเจริญพันธุ์ ผู้ที่มีแผลหรือรอยขีดข่วนตามผิวหนัง ผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ ฯลฯ ผู้ที่สัมผัสหูดหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงมือเพื่อป้องกัน ผู้ที่ใช้สถานที่ที่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เช่น ห้องอาบน้ำสาธารณะ สระว่ายน้ำ ฯลฯ วิธีป้องกันการติดเชื้อ HPV ทำอย่างไร ผู้ที่มีอายุ 9 – 26 ปี แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก 4 ชนิด ผู้หญิงที่มีอายุ 21 – 65 ปี ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ควรแกะหรือเกาหูดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น สวมรองเท้าเมื่ออยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น สระว่ายน้ำสาธารณะ ห้องอาบน้ำรวม ฯลฯ วิธีการรักษาหากติดเชื้อ HPV เป็นอย่างไร หากติดเชื้อ HPV วิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการที่พบเป็นสำคัญ โดยผู้ที่เป็นหูดจะรักษาโดยการใช้ยา ส่วนผู้ที่เป็นมะเร็งอาจต้องเข้ารับการฉายรังสีหรือผ่าตัด หากรู้เร็วจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและมะเร็งไม่ลุกลามจนสายเกินไป ตรวจเชื้อ HPV ด้วยตัวเองทำอย่างไร ปัจจุบันมี HPV Self–Collected Test ชุดเก็บตัวอย่างเซลล์ด้วยตัวเองเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ที่ออกแบบเพื่อเก็บสิ่งตรวจไปตรวจวิเคราะห์การติดเชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก โดยจะมีไม้เก็บสิ่งตรวจและชุดน้ำยาที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (US-FDA) ในการเก็บสิ่งตรวจจากปากมดลูกชั้นในของคุณผู้หญิงเพื่อนำไปใช้ทดสอบกับชุดตรวจแอพติมาเอชพีวี คลามัยเดีย ทราโคมาติส และนีสซีเรีย โทโนเรียในห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์ผลต่อไป

อัปเดตสถานการณ์โควิด 19 ปี 2569 ปัจจุบันประเทศไทยพบการระบาดของสายพันธุ์ NB.1.8.1

อัปเดตสถานการณ์โควิด-19 ปี 2569 ปัจจุบันประเทศไทยพบการระบาดของสายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยจาก JN.1 และพบการแพร่กระจายเพิ่มขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชีย แม้สายพันธุ์ดังกล่าวจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและสามารถหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่พบข้อมูลว่าส่งผลให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น ⚠️ อาการที่พบบ่อย • ไข้ • ไอ • เจ็บคอ • ปวดศีรษะ • อ่อนเพลีย • หนาวสั่น ?️ คำแนะนำในการป้องกัน • สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด • ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ • หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว หากมีอาการป่วย หากมีอาการเข้าข่าย หรือสงสัยติดเชื้อ สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาแพทย์ได้ที่โรงพยาบาล เพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสม ?

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการรับประทาน “ทุเรียน” อย่างเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพ

“ทุเรียน” เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ด้วยรสชาติหวานมัน เนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ และคุณค่าทางโภชนาการหลายชนิด อย่างไรก็ตาม แม้ทุเรียนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไป หรือรับประทานไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัว คุณค่าทางโภชนาการของทุเรียน ทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามินบี วิตามินซี รวมถึงแร่ธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างสูง การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเกินความจำเป็น และส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ •กลุ่มบุคคลที่ควรระมัดระวังในการรับประทานทุเรียน • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทุเรียนมีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว • ผู้ป่วยโรคไต ทุเรียนมีโพแทสเซียมสูง หากรับประทานในปริมาณมาก อาจส่งผลต่อสมดุลแร่ธาตุและการทำงานของไต • ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด การรับประทานมากเกินไปอาจทำให้ได้รับพลังงานสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกินและโรคเรื้อรัง • ผู้ที่อยู่ระหว่างการควบคุมน้ำหนัก ทุเรียนให้พลังงานสูงกว่าผลไม้หลายชนิด จึงควรจำกัดปริมาณในการรับประทาน • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรรับประทานทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้เกิดอาการร้อนใน แน่นหน้าอก ใจสั่น หรือไม่สบายตัวได้ในบางราย แนวทางการรับประทานทุเรียนอย่างเหมาะสม • ควรรับประทานในปริมาณพอเหมาะ ประมาณ 1–2 เม็ดต่อครั้ง • หลีกเลี่ยงการรับประทาน

ไข้หวัดใหญ่...อันตรายกว่าที่คิด

อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ส่งผลให้มีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย และมักเกิดขึ้นบ่อยๆ โรคไข้หวัดใหญ่ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่ระบาดในเด็กเป็นจํานวนมากโดยเป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปี ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สามารถจําแนก ออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ชนิด A, B และ C โดยแต่ละชนิดยังแบ่งเป็นพันธุ์ย่อยๆ อีกหลายชนิด โดยสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยที่มีอาการรุนแรง คือ ชนิด A และ B ส่วน สายพันธุ์ชนิด C มักไม่รุนแรง และพบประปราย รู้จักโรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งเชื้อนี้มีหลายชนิดมากพอที่จะทำให้สามารถแยกไข้หวัดใหญ่ในคนได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1. ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบกันมานานแล้ว แต่เชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ตลอดเวลา ทำให้คนที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ไปแล้วสามารถป่วยได้อีก อาการมักจะไม่รุนแรง เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง 2. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ชนิด เอช 1 เอ็น 1 (H1N1) ที่กลายพันธุ์จากเชื้อไวรัสตัวเดิมมาก จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันและติดเชื้อในวงกว้าง ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบปะปนกับสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วไป อาการไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการ ไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีกล้ามเนื้ออักเสบ และอาการทางระบบหายใจตั้งเเต่ นํ้ามูก ไอมาก หรือ หากรุนเเรง อาจมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ เสียชีวิต และอาจมีอาการที่ระบบอื่นอย่าง ระบบประสาท เช่น ไข้สูงเเล้วชัก ซึม หรือ ไข้สมองอักเสบได้ โดยทั่วไปหากเด็กปกติที่มีสุขภาพดีติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักจะหายได้เองใน 7 วัน เเต่มีบางรายเกิดการติดเชื้อเเล้ว แสดงอาการรุนเเรงตามที่ กล่าวมา ส่วนเด็กที่มีโรคประจําตัว เช่น โรคหืด โรคหัวใจ เด็กที่ต้องกินยา Aspirin หรือในเด็กเล็กกว่า 2 ปี มีความเสี่ยงใน การเกิดการติดเชื้อที รุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า ไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่รุนแรงได้โดยการให้เด็กได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปัจจุบัน วัคซีนจะบรรจุไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ โดยเป็น A และ B อย่างละจํานวน 2 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรค และการลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ดี วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนเป็นต้นไป โดยในเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปีที่รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครั้งเเรก จะต้องได้รับ 2 ครั้ง ในปีแรกนั้น โดยห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน หลังจากนั้น ควรได้รับการฉีดวัคซีน ทุกๆ ปี ปี ละ 1 ครั้ง การป้องกัน อื่นๆ ที่จะช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ล้างมือ ใส่หน้ากาก หลีกเลี่ยงสถานที แออัดหรือคลุกคลีคนป่วย เมื่อมีการไอ จาม ควรปิดปาก ปิ ดจมูก และควรแยกเด็กทีเป็นไข้หวัดออกจากเด็กคนอื่นๆ เพือป้องกันการติด ไข้หวัดระหว่างกัน ป้องกันไข้หวัดใหญ่ 1.หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ ทั้งผู้ที่ป่วยและไม่ป่วย 2.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น 3.ไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัด หรือถ้าจำเป็นควรปิดปาก จมูกด้วยหน้ากากอนามัย 4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นพวกผัก ผลไม้ นม ไข่ กินอาหารปรุงสุกใหม่ ๆ และใช้ช้อนกลาง 5.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 6.ดื่มน้ำสะอาด 7.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 8.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่ดีเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น 9.ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพิ่มเติมจากตารางฉีดวัคซีนตามปกติ แนะนำให้ฉีดกับคนกลุ่มเสี่ยงได้แก่ คนอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือเด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือน – 19 ปี คนที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยที่จะต้องไปคลินิกหรือไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ ช่วงฤดูไข้หวัด ผู้ที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล คนที่กินยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

โนโรไวรัส (Norovirus) ยังไม่มียา วัคซีนรักษา ระบาดมากในเด็กช่วงหน้าหนาว

อาการติดเชื้อท้องเสียที่ระบาดกันมากในเด็กตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลใจนั้น อาจไม่ได้มาจากเชื้อแบคทีเรีย แต่มีต้นเหตุจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โนโรไวรัส (Norovirus) ที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยาที่รักษาโดยตรง โนโรไวรัส (Norovirus) ไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วแม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นเมื่อเกิดการปนเปื้อนของโนโรไวรัสในอาหารและน้ำดื่ม จึงทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และสามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานในการแพร่กระจายเชื้อ ไวรัสนี้พบระบาดได้มากในฤดูหนาว ติดต่อได้ง่ายในสภาพ อากาศเย็น ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย ตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อโนโรไวรัส ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจพิเศษกับห้องปฏิบัติการ หากพบว่าติดเชื้อโนโรไวรัส แพทย์จะทำการดูแลรักษาตามอาการเป็นสำคัญ หากเด็กมีภูมิต้านทานที่ดีอาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 – 3 วัน หากเด็กเกิดการขาดน้ำอาจทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด รับประทานอาหารอ่อน ๆ หรือให้ยาแก้อาเจียนและยาแก้ปวดท้อง แต่ถ้าเด็กภูมิต้านทานต่ำ มีอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายตลอดเวลาต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดการช็อก ความดันต่ำ และเสียชีวิตได้ การติดต่อของโรคเชื้อโนโรไวรัส รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัส พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้น เด็กจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัสแล้วเอานิ้วเข้าปาก สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง ป้องกันระวังการติดเชื้อโนโรไวรัส ก่อนทานหรือหยิบจับอาหารและหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง การล้างมือให้สะอาดต้องล้างด้วยน้ำสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านไม่ต่ำกว่า 15 วินาที ดื่มน้ำที่สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่ เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่น ใช้ช้อนกลางหากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เชื้อโนโรไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายและปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมถึงยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ และอาจรุนแรงได้ในเด็กที่มีภูมิต้านทานต่ำ การดูแลเรื่องอาหารและสุขอนามัย จึงสำคัญ ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ

ประจำเดือนผิดปกติ สิ่งที่ต้องมาประจำเดือน ทำไมไม่มาประจำ?

ประจำเดือนผิดปกติ นัดกันทุกเดือนแต่ไม่เคยมาตรงกันสักรอบ สิ่งผู้หญิงหลายคนน่าจะพบเจอปัญหานี้กันอยู่บ่อยๆ ที่ประจำเดือนมาบ้าง ไม่มาบ้าง แต่อยากจะบอกว่าอาการเบื้องต้นเหล่านี้เราไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเกิดโรคร้าย หรืออาการผิดปกติบางอย่างของร่างกายเราอยู่ในตอนนี้ วันนี้เราเลยมีสัญาณของ ประจำเดือนผิดปกติ มาฝากกัน 8 สัญญาณเตือนอันตรายของผู้หญิง ประจำเดือนผิดปกติ อาจการที่พบบ่อยในผู้หญิงที่หลายคนไม่ควรมองข้าม หากพบว่ามีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อนที่จะอันตรายถึงชีวิต 1.รอบเดือนมาผิดปกติ 2.ระบบขับถ่ายผิดปกติ 3.ปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ร่วมกับอาการปวดหลัง หรือปวดท้องขณะมีเพศสัมพันธ์ 4.ประจำเดือนมามากกว่า 7 วันขึ้นไปอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ 5.ปวดหลังส่วนล่างอย่างรุนแรง 6.ลิ่มเลือดประจำเดือนมีขนาดใหญ่ผิดปกติ เสี่ยงต่อการเป็นเนื้องอกในมดลูก 7.มีหยดเลือดออกมาในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน 8.ประจำเดือนมีกลิ่นเหม็นมากกว่าปกติ

ลงทะเบียนโควิด

สำหรับผู้ประกันตน โรงพยาบาลมหาชัย 3 ตรวจ ATK เป็นผลบวก รักษาแบบผู้ป่วยนอก ลงทะเบียนล่วงหน้าและรับยาตอนเย็น สำหรับผู้ติดเชื้อกลุ่มอาการสีเขียว (ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย ) สามารถลงทะเบียนรักษาล่วงหน้า ตั้งแต่เวลา 00.00-12.00 น. และรับยาได้ตั้งแต่เวลา 15.00-18.00 น ด้วยความห่วงใยจากโรงพยาบาลมหาชัย 3

ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อรู้ทันโรคร้ายที่อาจมาเยือนโดยไม่รู้ตัว

หลายๆ คนอาจละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบวิถีชีวิตในปัจจุบัน ทำให้เราเสี่ยงต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคภัย ทั้งการพักผ่อนน้อย ความเครียด อาหาร และมลภาวะต่าง ๆ ที่ต้องเผชิญ การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการตรวจที่ช่วยให้เรารู้ทันสภาพร่างกายของเรา ที่สำคัญหากตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ ทำให้มีโอกาสรักษาหายขาดได้ ไม่ปล่อยให้โรคลุกลาม การตรวจสุขภาพประจำปี สำคัญอย่างไร? จุดประสงค์หลักของการตรวจสุขภาพประจำปี คือ 1 ตรวจคัดกรองเบื้องต้นตามปัจจัยเสี่ยงส่วนบุคคล โดยตรวจหาโรคแฝงที่เราเสี่ยงที่จะเป็น อาจด้วยพันธุกรรม หรือโรคที่พบบ่อย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็งในระยะแรกอย่าง มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น 2 ตรวจหาพฤติกรรมเสี่ยง หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรค เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน เป็นต้น อายุเท่าไหร่ ควรเริ่มตรวจสุขภาพประจำปี? กลุ่มผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่มีการแนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี เพราะเป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อความเสื่อมสภาพของร่างกายและโอกาสเกิดโรคต่าง ๆ มากขึ้น เป็นช่วงอายุของวัยทำงาน ซึ่งมักไม่มีเวลาดูแลตัวเอง เครียดจากการทำงาน ในขณะเดียวกัน เป็นวัยที่มีกำลังทรัพย์ สามารถเลือกกินอาหารตามใจตัวเองมากขึ้น อาจมีปัญหาทางด้านโภชนาการ แต่กลับไม่ใช่ช่วงวัยที่สามารถซ่อม สร้าง เสริม ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับวัยเด็กหรือวัยรุ่น ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หากท่านมีความเสี่ยงของโรคมากกว่าคนทั่วไป เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นโรค ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพแต่เนิ่น ๆ การตรวจสุขภาพประจำปีในแต่ละช่วงอายุ 1. ผู้ที่มีอายุ 30 – 50 ปี เนื่องจากเป็นวัยที่มักมีภาระความรับผิดชอบในการทำงานที่สูงกว่าวัยอื่น มีเวลาดูแลตัวเองน้อยและมีความเครียดอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยการตรวจเบื้องต้นที่แนะนำ คือ การตรวจร่างกายทั่วไป และหากมีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็ง หรืออื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบตอนซักประวัติ เพื่อรับข้อแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการตรวจสุขภาพ ตรวจการได้ยิน และตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน การตรวจหาความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะซึมเศร้า หากดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือมีประวัติใช้สารเสพติด ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาวะสุขภาพเพิ่มเติมเป็นพิเศษด้วย ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น ดังนั้น นอกจากการตรวจข้างต้นแล้วแนะนำให้ตรวจรายการเพิ่มเติมคือ – ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างน้อยปีละครั้ง หรือตามที่สูตินรีแพทย์แนะนำ – อายุ 30 – 40 ปี หากประสงค์ตรวจเต้านม แนะนำตรวจคัดกรองด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ – อายุตั้งแต่ 40 ปี ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ข้อมูลเพิ่มเติม มะเร็งปากมดลูก และ มะเร็งเต้านม ผู้ที่อายุระหว่าง 40 – 50 ปี ควรตรวจวัดสายตาและสุขภาพดวงตาเพิ่มเติมด้วย – คัดกรองโรคต้อหิน ภาวะความดันลูกตาสูง ความผิดปกติอื่น ๆ อย่างน้อย 1 ครั้ง 2. ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรรับการตรวจสุขภาพประจำปีเหมือนกับกลุ่มวัยทำงาน แต่จะมีการตรวจที่แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ในวัยที่พบโอกาสที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากขึ้น ได้แก่ ตรวจอุจจาระ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ตรวจปัสสาวะ ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ การตรวจด้านภาวะทางโภชนาการ เช่น ระดับสารอาหารวิตามินต่าง ๆ ตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ควรตรวจวัดระดับน้ำตาล ตรวจไขมันในเลือด และประเมินภาวะการทำงานของไต ด้วยการตรวจวัดระดับครีอะทีนิน (creatinine) เป็นประจำ ตามที่แพทย์แนะนำ ตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ และ ตรวจติดตามทุก 5-10 ปี ตามนัดหมายแพทย์ อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน อายุ 60 – 64 ปี ควรตรวจตาทุก 2 – 4 ปี อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจตาทุก 1 – 2 ปี และตรวจประเมินสมรรถภาพสมอง 3. ตรวจรายการเพิ่มเติมตามความเสี่ยง โปรแกรมตรวจสุขภาพจะมีแพคเกจให้เลือกหลากหลาย โดยมักจะแบ่งตามช่วงอายุดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่หากสงสัยหรือพบว่าตนเองมีความเสี่ยง เช่น มีประวัติครอบครัว หรือมีอาการ/สัญญาณของโรคต่าง ๆ เช่น มีอาการแน่นหน้าอก ขับถ่ายผิดปกติ แขนขาอ่อนแรง หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ และสามารถเลือกการตรวจคัดกรองโรคที่สงสัยเพิ่มเติม หรือเลือกแพคเกจตรวจเป็นแพคเกจอื่นได้ แม้จะยังไม่ถึงช่วงอายุที่แนะนำ ตรวจสุขภาพประจำปี ดีอย่างไร ? การตรวจสุขภาพประจำปีไม่เพียงแต่ช่วยค้นหาโรคภัยต่าง ๆ เท่านั้น ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพยังสามารถบอกถึง ความแข็งแรง และความสมบูรณ์ของสุขภาพร่างกายในปัจจุบันด้วย และยังเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนสุขภาพในอนาคต เช่น วางแผนการรับประทานอาหาร ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ การวางแผนออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การผักผ่อน ซึ่งเป็นการส่งเสริมสุขภาพ และทำให้มีสุขภาพร่างกายที่ดีตามมาอีกด้วย ตรวจสุขภาพประจำปี ดีอย่างไร ? การตรวจสุขภาพประจำปีไม่เพียงแต่ช่วยค้นหาโรคภัยต่าง ๆ เท่านั้น ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพยังสามารถบอกถึง ความแข็งแรง และความสมบูรณ์ของสุขภาพร่างกายในปัจจุบันด้วย และยังเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนสุขภาพในอนาคต เช่น วางแผนการรับประทานอาหาร ลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ การวางแผนออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก การผักผ่อน ซึ่งเป็นการส่งเสริมสุขภาพ และทำให้มีสุขภาพร่างกายที่ดีตามมาอีกด้วย

การรักษาสุขภาพและป้องกันโรคช่วงฤดูหนาว

การรักษาสุขภาพและป้องกันโรคช่วงฤดูหนาว การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วย ดังนั้นการเฝ้าระวัง ป้องกัน จึงเป็นสิ่งจำเป็น โรคภัยที่มากับฤดูหนาวแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม 1. โรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ (เช่น โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคโควิด-19) แพร่กระจายผ่านละอองฝอย เสมหะและน้ำมูก จากการไอ จาม มักมีอาการไข้เฉียบพลัน ไอ หนาว ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ น้ำมูกไหล ตาแดง ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะหายได้เอง แต่กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องและผู้ที่มีประวัติโรคเรื้อรัง กลุ่มเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์จะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรง ในกรณีที่สงสัยเป็น covid-19 ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจหาเชื้อด้วย ATK ทันที และหากผลเป็นบวกให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา งดทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และเข้ารับการรักษา 2. โรคติดต่อทางเดินอาหาร (เช่น โรคอุจจาระร่วงจากไวรัส) เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำ/น้ำแข็งที่มีการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรค (ตัวอบ่างเช่น ไวรัสก่อโรคทางเดินอาหาร) การรับประทานอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุก หรือค้างมื้อ ภาชนะที่ใช้ไม่สะอาด โดยพบผู้ป่วยได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ ส่วนใหญ่อาจหายได้เอง แต่หากมีการสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป อาจทำให้ช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้ ป้องกันได้โดยการดูแลสุขอนามัย ดื่มน้ำสะอาดและรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด 3. โรคติดต่อที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาว (โรคหัด) ติดต่อโดยการไอ จาม หรือพูดคุยระยะใกล้ชิด ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ใน 1-2 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีอาการ มักมีไข้ น้ำมูกไหล จะไอแห้ง มีผื่นขึ้นลักษณะผื่นนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ ไม่มียารักษาจำเพาะ แต่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้ โดยฉีดเข็มแรกอายุ 9-12 เดือน เข็มสองอายุ 1 ปีครึ่ง 4. ภัยจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป มีโอกาสเกิดการเสียชีวิตขึ้น ทั้งในและนอกที่พักอาศัย จากการที่ไม่มีเครื่องนุ่งห่มหรือเครื่องห่มกันหนาวที่เพียงพอ ควรเตรียมความพร้อมอบอุ่นร่างกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มเครื่องดื่มที่ให้ความอุ่น สวมใส่เครื่องนุ่งห่มกันหนาวที่เพียงพอ ข้อควรปฏิบัติในการดูแลรักษาสุขภาพในฤดูหนาว ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ดื่มน้ำที่สะอาดหรือ น้ำต้มสุก น้ำบรรจุขวดที่มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ (เครื่องหมาย อย.) รวมทั้งเลือกซื้อน้ำแข็งที่สะอาด ไม่มีตะกอน ไม่ควรรับประทานน้ำแข็งที่ใช้แช่อาหารอื่น รักษาร่างกายให้อบอุ่น ในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง โดยการสวมเสื้อผ้าหลายๆ ชั้น เพื่อให้ร่างกาย อบอุ่น มีความต้านทานโรค ออกกำลังกาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด นาน 15-20 วินาที หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และผู้ป่วยควรอยู่บ้าน พักรักษา ตัวให้หาย ไม่ควรเข้าไปในที่ชุมชน แต่หากเข้าไปในที่ชุมชนให้สวมหน้ากากอนามัย หรือใช้ผ้าเช็ดหน้า ปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอ จาม สถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้ สะอาดอยู่เสมอ การดูแลสุขภาพร่างกายให้อบอุ่น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการป่วย และลดโอกาสเจ็บป่วยและเสียชีวิต อ้างอิง: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=38637&deptcode=brc http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER9/DRAWER022/GENERAL/DATA0003/00003116.PDF

โรงพยาบาลมหาชัย 3

เลขที่ 927/45 ถนนเศรษฐกิจ1 ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง สมุทรสาคร 74000

   034-429-111

              

Copyrights © 2026 All Rights Reserved. MAHACHAI3.COM Version 1.2. Designed by WEB-BEE-DEV. +1,374,933 Times.